ศบค.ย้ำ ใครป่วยโควิด แล้วไม่มีแอพพ์ ‘หมอชนะ’ ถือว่าละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)(ศบค.) กล่าวว่า การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับที่ 17 ออกเมื่อวันที่ 6 มกราคม ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศบค.

เนื่องจากการระบาดมาจากเชื้อไวรัสติดต่อจากคนสู่คน การระบาดระลอกใหม่ เกิดขึ้นเพราะมีการใกล้ชิดกัน โดยไม่ป้องกัน และไม่เว้นระยะห่าง ตามที่เราเห็นคือกลุ่มก้อนบ่อนพนัน สถานบันเทิง ตลาด พื้นที่แออัด คนมาเจอกันมากมาย เป็นความจำเป็นในการประกาศฉบับ 17 เพื่อสอดคล้องมาตรการที่เข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา อีก 1 สัปดาห์จะครบ 1 เดือน แม้ตัวเลขไม่สูงแต่มีความน่ากังวลใจอยู่

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สาระสำคัญคือ

1.การยกระดับบังคับใช้มาตรการป้องกันโรค ยึดหลักการอยู่ห่างไว้ ใส่แมสก์กัน หมั่นล้างมือ ตรวจเช็กอุณหภูมิ เน้นย้ำการใช้แอพพลิเคชั่นหมอชนะ ไทยชนะ ในการติดตามตัว โดยที่ประชุมศบค.ชุดเล็ก ระบุว่า ผู้หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีการติดตั้งแอพพ์หมอชนะ ก็จะถือว่าละเมิดกฎหมาย ฉบับที่ 17 นี้ด้วย

2.ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ใน 5 จังหวัดสีแดงเข้ม ประกอบด้วย จันทบุรี ชลบุรี ตราด สมุทรสาคร และระยอง ต้องควบคุมการใช้เส้นทางเข้าออก ตั้งจุดสกัดที่คัดกรองเข้มข้นที่มากขึ้น ไม่ได้เป็นการปิดกั้นทั้งหมด แต่อาจมีความไม่สะดวกมากขึ้น บุคคลที่จะออกจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวดต้องแสดงหลักฐานความจำเป็น พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน

3.ปราบปรามลงโทษผู้กระทำผิดเป็นเหตุให้เกิดการระบาด ให้ปราบรามกระบวนการลักลอบขนย้านแรงงานข้ามประเทศ รวมถึงการปล่อยปละละเลยหน้าที่ เอื้ออำนวยหรือสมรู้ร่วมคิดการเปิดบ่อนพนันต่างๆ โดยกำชับเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบ นำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ประกาศใช้จะมีความยุ่งยากใน 23 และ 5 จังหวัดควบคุมสูงสุดเข้มงวด โดย ศบค.มท. ได้ออกประกาศโทรสารในกระทรววงมหาดไทย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการตั้งจุดตรวจเส้นทางหลักในพื้นที่รอยต่อ ไปจนถึงเส้นทางรองตามความจำเป็นและเหมาะสม ประชาสัมพันธ์ให้ทุกพื้นที่ให้ประชาชนงด ชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด เว้นแต่เหตุจำเป็นโดยต้องมีหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด่านคัดกรอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ

ในส่วนของพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ต้องทำเพิ่ม 5 ข้อ คือ 1.ตรวจวัดอุณหภูมิ 2.ตรวจสอบความจำเป็นและปลายทางในการเดินทาง 3.การตรวจสอบการติดตั้งแอพพ์หมอชนะ 4.ตรวจสอบเอกสารรับรองความจำเป็น และ 5.บันทึกข้อมูลผู้เดินทาง ทั้งนี้ หนังสือรับรองความจำเป็น สามารถขออนุญาตจากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ หรือนายจ้าง

อย่างไรก็ตาม นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สามารถติดตามข้อมูลในเว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย ที่จะรวบรวมข้อมูลและมาตรการของจังหวัดต่างๆ ไว้ว่า หากจะต้องเดินทาง จะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง แม้ว่าจะมีความยุ่งยากในการเดินทางแต่ยังเดินทางได้ในเหตุจำเป็น ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน(Work From Home) ให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุกไม่เกินสองปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากจงใจปกปิดข้อมูลเดินทางปกปิดไทม์ไลน์ ถือว่ามีความผิดด้วย⁣